แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บริหารร้านอาหาร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บริหารร้านอาหาร แสดงบทความทั้งหมด

2 Social กับธุรกิจร้านอาหารก็เหมือนดาบสองคม

ในสมัยนี้สื่อนะครับ สื่อ Social มีบทบาทอย่างมากกับการเปิดร้านอาหารหรือกับธุรกิจอะไรก็แล้วแต่นะครับ มีผลทั้งด้านดีและก็ด้านไม่ดีประกอบกันไป

ในด้านดีๆ ก็จะมีลูกค้ารีวิวให้เรา เช็คอินกันใน Facebook หรือตาม Social อื่นๆ เหมือนเป็นการชักชวนกันมา ถือเป็นการโฆษณาอย่างดีเลยครับ เหมือนเป็นการบอกต่อยิ่งบอกทาง Social ด้วยแล้วยิ่งไปไวมาก

อีกแง่ก็เป็นเหมือนดาบสองคมเหมือนกัน ในยุคสมัยนี้ลูกค้ามีความอดทนต่ำกว่าแต่ก่อน มีอะไรสามารถระบายผ่านสื่อ Social ได้ทันที และจะไปได้ไวมาก ซึ่งอาจจะจริงหรือไม่จริงก็ตามแต่นะครับ

ถ้าเราเจอปัญหาแบบนี้สิ่งเราที่ไม่ควรทำเลยคือ การตอบโต้ลูกค้าด้วยความก้าวร้าว ไม่มีประโยชน์เลยแม้แต่นิดเดียว ไม่ว่าจะถูกหรือผิดนะครับ ถ้าสิ่งที่เราทำไม่ผิดก็ควรให้เหตุผลแบบนุ่มนวล แต่ถ้าเราหรือลูกน้องเราทำผิดจริงๆ ควรยอมรับ แก้ไขและปรับปรุงนะครับ

ฉะนั้นเมื่อเรารู้ถึงข้อนี้ดีกันอยู่แล้ว อะไรที่ไม่ดีก็ไม่ควรทำนะครับ ใส่ใจผู้บริโภคให้มากๆ ยิ่งสมัยนี้สื่อไปไวมาก สรุป..นอกจากจะทำร้านอาหารให้ดีรสชาติได้ ก็แค่ให้จริงใจกับลูกค้าแค่นั้นก็พอแล้วครับง่ายนิดเดียว

1 รู้มัย ? เมนูอาหารเพื่อสุขภาพ กำลังได้รับความนิยมอย่างสูง

สำหรับคนไทยในปัจจุบันหันมานิยมรับประทานหรือบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพกันมากขึ้น เพราะส่วนหนึ่งถ้าเราทานอาหารที่มีปริมาณคอเลสเตอรอลเยอะๆ หรืออาหารจำพวกไขมันมากจนเกินไป ก็เป็นสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บกันได้ ลองดูร้านอาหารที่ร้านเพื่อนๆ นะครับ ว่าได้เตรียมอาหารเพื่อสุขภาพไว้สำหรับลูกค้าแล้วรึยัง

ขอยกตัวอย่างร้านอาหารตามสั่่งแล้วกันนะครับ เพราะจะว่าไปก็เป็นร้านอาหารตามสั่งก็เป็นร้านที่ใกล้ชิดกับผู้คนทุกเพศทุกวัยกันอยู่แล้ว สำหรับร้านอาหารประมาณนี้ อาหารสุขภาพที่ได้รับความนิยมกันมักจะเป็นพวก "ผัก" ไม่ว่าจะเป็นผัดผัก, ผัดน้ำมันหอย หรืออะไรก็ตามแต่ที่เกี่ยวข้องกับเมนูผัก ส่วนพวกเนื้อสัตว์ต่างๆ จะไม่นิยมสั่งกันเลยสำหรับลูกค้ากลุ่มนี้ ประเภทไขมันเยอะๆ เช่น หมูกรอบ, หมึก, กุ้ง อะไรประมาณนี้นะครับ 

คือส่วนประกอบประเภทนี้จะมีปริมาณคอเลสเตอรอลทีสูงพอควรเลยทีเดียวละครับ ลูกค้าที่สูงอายุมักจะหลีกเลี่ยงอาหารประเภทเหล่านี้ซะเป็นส่วนใหญ่ ส่วนกลุ่มวันรุ่นก็เป็นที่รู้กันว่าอาหารพวกนี้ไม่ค่อยกลัวกันอยู่แล้ว :P

ก็เป็นที่รู้กันว่ากลุ่มลูกค้าที่มีอายุมักจะหลีกเลี่ยงอาหารที่มีปริมาณคอเลสเตอรอลเยอะอยู่แล้ว แต่ถ้าพูกถึงลูกค้ากลุ่มวัยรุ่น เดี๋ยวนี้จะพบว่าลูกค้ากลุ่มนี้จะเริ่มรักสุขภาพมากกว่าแต่ก่อนอีกนะครับ ลองสังเกตุช่วงรับออเดอร์ลูกค้าก็ได้ครับไม่ยากครับ 

ลองดูจากเมนูอาหารที่ลูกค้าสั่ง แล้วจะพบว่าลูกค้าพยายามหลีกเลี่ยงอาหารประเภทคอเลสเตอรอลหรือไขมันเยอะๆรึไม่ ถ้าใช่ก็ลองแนะนำเมนูสุขภาพที่ทางร้านได้จัดเตรียมไว้ให้ เท่านี้ก็เป็นการเพิ่มตัวเลือกให้แก่ลูกค้า แต่อย่าไปยัดเยียดจดเกินไปนะครับมันไม่ดี

แต่สำหรับร้านท่านใดไม่สามารถหลีกเลี่ยงส่วนประกอบอาหารที่มีไขมันสูงก็ไม่เป็นไรครับ อาจจะลองหาน้ำดื่มสมุนไพรหรืออื่นๆ ที่ช่วยลดไขมันมาเพิ่มเติมก็ได้ครับ

2 เพิ่มเมนูอาหาร..ส่งยอดขายให้สูงปรี๊ด!!

การเพิ่มเมนูอาหารก็เป็นอีกปัยจัยหนึ่งที่ส่งผลยอดขายอาหารให้พุ่งสูงขึ้น แต่เรื่องนี้ก็ไม่สามารถฟันธงว่าจะได้ผลทุกรายนะครับ ต้องดูปัจจัยหลายๆ อย่างผสมกัน

เอาล่ะ! ที่นี้สมมุติว่าท่านสนใจจะเพิ่มเมนูสักอย่างสองอย่างก็แล้วกัน อันดับแรกเลยพยายามมาดูวัตถุดิบภายในร้านของท่านเสียก่อน ว่ามีอะไรสามารถนำมาเสริมเติมแต่งเมนูอาหารใหม่ๆ ได้อีกมัย

ที่แนะนำให้ใช้วัตถุดิบที่มีอยู่แล้ว เพราะอะไรเพื่อนๆ ทราบไหมครับ?

ถูกต้องครับ!! เพราะนอกจากเราจะได้เมนูใหม่แล้ว เรายังสามารถลดต้นทุนของอาหารเราไปอีกทางหนึ่ง โดยใช้วัตถุดิบที่มีอยู่ในห้องครัวของท่านนั้นแหละ หมุนเวียนผลัดเปลี่ยนสามารถทำกันได้หลากหลายเมนู เพราะการเพิ่มวัตถุดิบ เป็นการเพิ่มต้นทุนไปอีก(ระยะสั่นไม่ค่อยห่วงครับ แต่ห่วงระยะยาว)

แต่!! ถ้าจำเป็นต้องใช้วัตถุดิบอื่นประกอบ ก็พยายามเลือกใช้อย่างเหมาะสมด้วยนะครับ ไม่งั้นต้นทุนร้านอาหารจะสูงขึ้น แต่ไม่ใช่ว่าห้ามนะครับเป็นเพียงแค่การแนะนำ ถ้าท่านมั่นใจในอาหารของท่าน ยังไงก็ต้องลองครับ

อันนี้สำคัญนะครับการเปิดตัวเมนูอาหารใหม่ ต่อให้เราทดลองคัดกรองมาดีขนาดไหน สุดท้ายคนที่ตัดสินคือ "ลูกค้า" ครับ อ้อแล้วอย่าลืิม ขึ้นป้าย "เมนูแนะนำ" หรือกำชับเด็กเสริฟ์ให้แนะนำเมนูอาหารใหม่ กันด้วยหล่ะครับ

1 ทำอย่างไรเมื่อลูกจ้างหรือลูกน้องขอลาออก


อันที่จริงก็ไม่อยากให้แก้ปัญหาที่ปลายเหตุนะครับ เรื่องลูกจ้างหรือลูกน้องลาออกเนี้ย เป็นเรื่องที่ผู้ประกอบกิจการร้านอาหาร ต้องพบต้องเจอกันบ้าง ไม่มากก็น้อยนะครับ ปัญหาใหญ่อันดับหนึ่งเลย ก็เห็นจะเป็นเรื่องของ "กุ๊ก" ถ้าเราไปยึดติดกับ พ่อครัวแม่ครัว มากจนเกินไป เราจะเสียความเป็นตัวของตัวเอง ของร้านเรา และจะกลายเป็นปัญหาใหญ่เลยละครับ ปัญหานี้จะเป็นกลายเป็นเรื่องเล็ก ถ้าความรู้ด้านการครัวหรือการทำอาหาร ภายในร้านเป็นของเรา

ส่วนลูกน้องลูกจ้าง เช่น เด็กเสริฟ ก็เป็นอีกเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้นะครับ เพราะวันใดวันหนึง ต้องพบเจอกับเหตุการณ์ที่ลูกน้องไม่มาทำงาน ลาป่วย หรือเบี้ยวงานได้ ถ้าการบริหารการจัดการไม่ดี จะพบกับปัญหามากมาย ฉะนั้น ไม่ควรมอบหมายงานให้คนใดคนหนึ่งมากจนเกินไป ควรแบ่งงานให้เท่า ๆ กันตามความเหมาะสม เวลาลูกน้องแทนงานกัน ถึงจะหนักขึ้น แต่ก็ไม่หนักจนเกินไป

เป็นผู้ประกอบกิจการมักจะพบกับปัญหาเรื่อย ๆ ถ้ามีโอกาสก็อยากให้เจอปัญหากันบ่อย ๆ นะครับ :p การเจอปัญหาบ่อย ๆ สร้างเสริมประสบการณ์ให้เป็นอย่างดี ไม่เขอะ ไม่เขิน เวลาเจอปัญหาเฉพาะหน้า จะสามารถแก้ปัญหาได้ ฉับพลัน หวังว่าคงเป็นประโยชณ์ สำหรับเพื่อน ๆ นะครับ

0 ลูกค้าร้องเรียน เรื่อง รสชาติอาหาร

หัวใจของการทำร้านอาหารก็คือ "รสชาติอาหาร" เรื่องนี้ ทุกคนทราบกันดีอยู่แล้ว แต่การที่จะทำให้รสชาติอาหารที่เราทำนั้นออกมาถูกใจ โดนใจลูกค้าที่มาทานทุกคนนี้สิ ไม่ใช่เรื่องที่จะสามารถทำกันได้ง่ายๆเลย เพราะต่อให้รสชาติอาหารที่เราทำออกมานั้นสุดแสนเลิศหรูและอร่อยถูกปากใครมากมายหลายคนแค่ไหนก็ตาม แต่ก็ต้องมีอย่างน้อยๆสักคนอยู่ดีที่ไม่ถูกใจในรสชาติอาหารเรา ทั้งก็อาจจะด้วยความที่เขาเคยชินกับรสชาติอาหารอีกแบบ อีกสไตล์ อะไรอย่างนั้นน่ะครับ


ร้านอาหารหลายๆร้านจึงต้องประสบพบเจอกับปัญหา การร้อนเรียนเรื่องรสชาติอาหารจากลูกค้า ซึ่งเจ้าของร้านอาหารบางร้านที่ได้เจอก็ถึงกับเครียด จนส่งผลเสียต่อสภาพจิตใจความมั่นใจในการทำอาหารเลยก็มี ฉะนั้นในวันนี้เราจึงควรมาดูกันสักหน่อยครับว่า เราจะมีวิธีการจัดการอย่างไรถ้าหากเจอลูกค้ามาร้องเรียนเรื่องรสชาติอาหารของเรา ในทำนองที่ว่า รสชาติอาหารไม่ได้เรื่อง ไม่อร่อยถูกปากเลย คือสิ่งแรกเลยที่ต้องทำแม้มันจะทำได้ยากสักหน่อยในกรณีที่ลูกค้าร้องเรียนมาด้วยถ้อยคำที่รุนแรง ก็คือ การรับฟังการร้องเรียนเหล่านั้นด้วยท่าทีที่อ่อนโยน หรือสุภาพ โดยไม่โต้เถียงใดๆครับ


จากนั้นหากว่าการพูดจาร้องเรียนเรื่องรสชาติอาหารนั้นๆของลูกค้า ยังทำให้เราไม่เข้าใจว่าเป็นเพราะสาเหตุใดรสชาติอาหารถึงไม่ถูกปากเขา ก็ให้เราสอบถามต่อไปแบบสุภาพๆประมาณว่า แล้วลูกค้าต้องการรสชาติประมาณไหน คราวหน้าทางร้านเราจะได้ปรุงให้ถูกต้อง อะไรแบบนี้น่ะครับ


ส่วนถ้าหากว่าเข้าใจได้แล้วว่าทำไมลูกค้าเขาถึงไม่ถูกใจในรสชาติอาหาร หรือลูกค้าเขาต้องการแบบไหน ก็ให้เรากล่าวขอบคุณสำหรับการร้องเรียนครั้งนั้นๆของลูกค้าครับ ที่เหลือก็แค่นำเอาไปปรับปรุงรสชาติของเราต่อไปครับ อ่อ แล้วก็อาจจะมีการบอกกล่าวลูกค้าคนนั้นที่ร้องเรียนเรื่องรสชาติอาหารเราไปว่า หากคราวหน้ามาทานอีกให้สั่งได้ว่าต้องการรสชาติแบบไหน เช่น ต้องการเผ็ดๆ หรือหวานๆ อะไรแบบนี้ด้วยก็ได้นะครับ เพื่อที่เราจะได้ทำอาหารได้ออกมาถูกใจเขามากที่สุดครับ



1 เทคนิคการเปิดร้านอาหารให้ได้กำไร

การจะเปิดร้านอาหารสักร้านไม่ใช่เรื่องยากอะไร ตรงกันข้ามเป็นเรื่องที่ง่ายแสนง่ายมากด้วยละครับ เพราะเพียงแค่เราทำอาหารเป็น หรือมีแหล่งสำหรับรับอาหารมา และมีสถานที่ เท่านี้ก็เปิดได้แล้วแต่การที่จะเปิดขึ้นมาแล้วให้มีกำไร ขายดิบขายดีนี้สิ เป็นอะไรที่ต้องบอกว่าไม่ง่ายเลยครับ ฉะนั้นผมจึงได้นำเอาเทคนิคต่างๆในการเปิดร้านอาหารแบบให้ได้กำไรมาฝากกันครับ

0 Food Cost บริหารต้นทุนร้านอาหาร

Food Cost หรือ การบริหารต้นทุนร้านอาหาร หลายๆคนที่เปิดกิจการร้านอาหารมักไม่คำนึงถึงต้นทุนเท่าใหร่นัก เช่น ข้าวผัดปู 1 จานต้นทุนเท่าไหร่ หลายๆท่านอาจจะชำนาญในการปรุงอาหารโดยใช้ความรู้สึกนึกคิดเป็นเกรณ์ ทำให้ตอบลำบากว่าข้าวผัดปู 1 จานกำไรเท่าไหร่ โดยที่ส่วนใหญ่จะเน้นพุ่งเป้าไปที่จำนวนและยอดขายเพื่อให้ได้ผลของกำไรประกอบการ Food Cost คือ การกำหนดมาตรฐานในการควบคุมต้นทุนอาหารในแต่ละจาน ที่ขายไปออกไป และเป็นตัวกำหนดในการใช้วัตถุดิบ กำหนดมาตรฐานการปรุงเพื่อควบคุมรสชาติ การกำหนดเวลาในการปรุงอาหาร รวมไปถึงการควบคุมจำนวนหรือขนาดและปริมาณในจานที่เสิร์ฟได้
ข้าวผัดปู

อย่างเช่น ข้าว 10 บาท ไข่ 5 บาท เนื้อปู 15 บาท เครื่องปรุง 5 บาท ใส่จานเล็กขายเท่าไหร่ จานใหญ่ขายเท่าไหร่และกำไรต่อจานเท่าไหร่ และนี่จะทำให้สูตรทำอาหารเป็นไปตามมาตรฐาน เราจะสามารถควมคุมได้ทั้งหมด ดังนั้นการทำสูตรอาหารให้ได้มารตฐานนั้นมีความสำคัญอย่างมากและเราซึ่งเป็นผู้ประกอบต้องทำความเข้าใจและใส่ใจมากยิ่งขึ้น


ในการควบคุมต้นทุนหรือบริหารต้นทุนร้านอาหาร ควรกำหนดให้เป็นแนวทางปฎิบัติ(ตัวอย่าง)

ต้นทุนอาหาร ( Food Cost ) ตั้งไว้ที่ประมาณ 25-35% หรือต่ำกว่านี้

ต้นทุนแรงงาน ( Labor Cost ) ควรตั้งอยู่ทีระหว่าง 15-25%

ต้นทุนคงที่ หรือ ค่าเช่าที่ ( Fixed Cost ) ควรตั้งไว้ที่ 15-20%

ต้นทุนผันแปร ( Variable Cost ) ควรตั้งไว้ที่ 10-15%

โดยหลักๆมีอยู่ประมาณนี้ส่วนรายละเอียดปลีกย่อย ควรตั้งตามความเหมาะสม เช่น ค่าโฆษณา, ไฟฟ้า, น้ำประปา, การซ่อมบำรุง และอื่นๆ

Food Cost เรื่องที่ต้องระวังมี 2 เรื่องคือ ต้นทุนร้านอาหาร และ ค่าแรงพนักงาน



3 Delivery บริการส่งอาหาร

Delivery บริการส่งอาหาร

ช่วงนี้ผมกำลังทำ Delivery บริการส่งอาหาร อยู่เลยไม่ค่อยได้มีเวลามาอัพเดทสักเท่าไหร่ ก็เลยถือโอกาสเข้ามาอับเดทซะหน่อย
การทำธุรกิจร้านอาหาร ไม่จำเป็นต้องเปิดเป็นร้านอาหารเท่านั้น เพราะมีทางเลือกอื่นที่น่าสนใจนั่นคือ บริการส่งอาหาร หรือ Delivery นั้นเอง เป็นการนำสินค้าไปสู่ลูกค้าได้เหมือนกัน บริการส่งอาหาร หรือ Delivery ไม่ต้องลงทุนมากเท่าการการทำธุรกิจร้านอาหาร แต่ขอให้มีฝีมือในการทำ

0 เด็กเสิร์ฟร้านอาหาร


พนักงานเสิร์ฟร้านอาหารบางครั้งเรา จะเห็นร้านอาหารที่มีคนเข้าใช้บริการกันจนแน่นล้นร้าน หลายคนสงสัยว่าร้านนั้นมีอะไรดี ลูกค้าถึงได้แน่นขนาดนั้น ที่จริงแล้วมันเป็นเรื่องของกลยุทธ์ทางการตลาด Location หรือทำเล ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญอันดับหนึ่ง แต่วันนี้จะมาพูดในรายละเอียดปลีกย่อยที่สำคัญเช่นกันนั้นก็คือการบริการ พนักงานเสิร์ฟหรือเด็กเสิร์ฟในธุรกิจร้านอาหาร
ที่ให้ความสำคัญด้านบริการ จะมีการเลือกพนักงานอย่างพิถีพิถัน เพราะพนักงานเสิร์ฟเป็นปราการด่านแรกที่ต้องพบกับลูกค้า เค้าก็คือหน้าตาของร้านอาหารของเราก็ว่าได้ ดังนั้น พนักงานเสิร์ฟก็จำเป็นไม่แพ้พ่อครัวแม่ครัวหรือ ด้านอื่นๆเช่นกัน
การคัดเลือกพนักงานเสิร์ฟ ที่ควรพิจารณามีดังนี้...
1.หน้าตาดูสะอาด ไม่จำเป็นต้องสวยหรือหล่อแต่ต้องไม่ดูมอมแมมจนเกินไป 
2.มารยาท สุภาพพูดจาดี ไม่โมโหง่าย
3.รักการบริการ 
4.เช็คประวัติให้ดี
5.มีการอบรมความรู้เรื่องการเสิร์ฟ 
6.ฝึกให้รู้จักหลายๆหน้าที่ ภายในร้านให้เข้าใจในระบบในการทำงาน
7.สร้างแรงจูงใจในการทำงาน ตั้งเป้าหมายในการทำงานอย่างชัดเจน
8.พูดคุยพนักงานเรื่องการทำงานอยู่เสมอ เพื่อที่จะได้ทราบปัญหาที่เกิดขึ้นในระหว่างทำงาน
9.ความสะอาด ต้องเน้นในเรื่องนี้กับพนักงานจนเป็นนิสัย

0 พนักงาน

ในการหาพนักงานร้านอาหารนะครับผมจะไม่พูดอะไรมาก มันก็ขึ้นอยู่กับคุณต้องการพนักงานแบบไหนมาช่วย คุณอาจจะไปจ้างมาเป็นทีมก็ได้ แต่ระวังไว้ ถ้าเค้าได้ข้อเสนอที่ดีกว่าจากร้านอื่น หรือมีปัญหากันกับร้านเราเค้าจะออกกันยกทีมได้ครับ แต่สิ่งที่ผมอยากเอ่ยคือเรื่องของการสร้างทีม ตราบใดที่คุณสร้างทีมเป็น รู้จักแบ่งงานให้พวกเค้า คุณก็จะยิ่งเหนื่อยน้อยลง...............


ในการเลือกหาพนักงาน 
ผมขอยกตัวอย่างจากร้านผมเองนะครับ
ร้านผมมีกุ๊ก2คน
ผู้ช่วยกุ๊ก1คน
พนักงานเสิรฟ์1คน
พนักงานทำความสะอาด1คน
พนักงานคิดเงิน1คน(ผมเอง)

กุ๊ก ขอแบบมีประสบการณ์
ไม่มีเลยไม่ได้ ร้านเราไม่ใช่โรงเรียนสอนทำอาหาร
กุ๊กเป็นคนที่อยู่หน้าเตา คอยทำอาหารให้ได้ตามรสชาติ
ที่เรากำหนดไว้มาตรฐานแต่ถ้าลูกค้าจะขอเพิ่มรสชาติอะไรก็ว่ากันไป
(ซึ่งแน่นอนคุณก็ต้องมีความรู้ในการทำอาหารอยู่วันใดวันหนึง
ถ้ากุ๊กคุณไม่อยู่หรือลาออกก็ยังมีคุณสามารถแก้ไขสถานการณ์
เฉพาะหน้าได้)
มีพนักงานแบบนี้ ขายดีแน่นอน
ผู้ช่วยกุ๊ก เป็นคนที่จัดของเพื่อนำไปให้กุ๊กปรุงอาหาร ต้องเป็นคนมีไหวพริบ
ถึงมีไม่เยอะไม่ว่า ถึงไม่ไวแต่มีแวว อันนี้ผมรับ แต่แบบเฉือยแฉะอย่ารับเลย
อาจจะดูใจดำแต่คุณต้องตัดสินใจเพื่อธุรกิจของคุณ
หรือจะให้มาฝึกงานก่อน ก็เป็นเรื่องดี ไม่ไหวยังไงก็บอกเค้า
พนักงานเสิรฟ์/รับออเดอร์ ผมเลือกจากท่าทางเป็นคนใจเย็น ดูสะอาด พูดจาเพราะ
ใส่เกาะอก อ้อนเก่ง จะได้ดริ๊งเยอะๆ เย้ย!!!เปิดร้านอาหารครับไม่ได้เปิดโคโยตี้
อย่าเคลิ้มตามนะครับ เอาเป็นว่า สุภาพ สะอาด ก็โอเคแล้วครับ
พนักงานทำความสะอาด
ชื่อก็บอกอยู่แล้วต้องล้างจานแน่ๆ แต่ตำแหน่งนี้ผมให้เป็น Part time
ให้มาทำช่วงร้านใกล้ๆปิดแต่ในบางครั้งพนักงานตำแหน่งนี้มา
ไม่ได้ผมก็จะให้คนในร้านช่วยกันล้างจาน(รวมถึงผมด้วย555)
พนักงานคิดเงิน (ผมเอง)
ในตำแหน่งนี้ผมไม่ห่วงเรื่องการโกงเพราะผมดำรงตำแหน่งอยู่
ถ้าคุณทำในส่วนนี้ไม่ได้ คุณพยายามให้คนในครอบครัวคุณหรือ
คนที่คุณไว้ใจได้จริงๆมาทำในส่วนนี้
แต่ถ้าตำแหน่งนี้คุณหาไม่ได้ละ!! แต่เป็นลูกจ้าง
ผมเคยถามผู้มีประสบการณ์เค้าจะทำยังไงในส่วนนี้
เค้าได้แนะนำมาว่าให้เขียนบิลก๊อบปี้ไว้สองส่วน
ส่งครัวกับโต๊ะแคชเชียร์เมื่อปิดร้านให้นำมาเทียบกัน
แล้วให้ไปดูของในสต๊อกให้กะเกณฑ์คำนวนถึงปริมาณ
การขายว่าถูกต้องมัยถึงจะไม่100%แต่ให้ใช้ความน่าจะเป็น
ผมก็ยังรู้สึกได้รับคำตอบไม่เต็มอยู่ดีเพราะถ้าพนักงานจะโกงเราจริงๆ
เค้าสามารถมีช่องทางการโกงได้แน่นอน
แต่ปัจจุบันนี้เริ่มมีระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาตอบโจทย์ผมได้แล้ว
แต่ในส่วนนี้ผมเองก็กำลังศึกษาอยู่ได้ผลยังไงแล้วผมจะมาบอกอีกที
อันนี้แค่คราวๆนะครับยังมีพนักงานจัดซื้อแต่เอาเฉพาะในครัวพอเมื่อยแล้ว

พนักงานเหล่านี้เป็นแรงกำลังให้ธุรกิจของผม ดำเนินได้อย่างราบรื่น
พนักงานหรือลูกจ้าง มีส่วนช่วยให้ผมในการดำเนินธุรกิจให้เป็นไปตามเป้าหมาย
เวลาทำงานก็ทำด้วยกัน กินข้าวก็กินด้วยกัน
โดยส่วนตัวผมแล้วผมให้ความเคารพหมดทุกคน(ผมให้ความสำคัญเรื่องนี้มาก)
เพราะทุกคนเต็มใจทำงานให้ผมช่วยเป็นไม้เป็นมือให้ผมในการทำธุรกิจร้านอาหาร 



1 อาวุธสำคัญของร้านอาหาร

 
ในธุรกิจร้านอาหารผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารได้แนะนำมาว่าไม่เพียงแค่รสชาติเท่านั้นที่สามารถดึงดูดลูกค้าซึ่งตามเคล็ดลับการเปิดร้านอาหารที่จะประสบความสำเร็จแล้วจะต้องมีอาวุธสำคัญ ดังนี้
1.รูป
  การจัดครัวหน้าร้านหรือครัวเปิดเพื่อให้คนได้เห็นการทำอาหารเหมือนเป็นการแสดง
เพิ่มความเพลิดเพลินแก่ผู้มาทานอาหาร เห็นพ่อครัว,แม่ครัวทำงานกันขันแข็งส่งบิลตะโกนชื่ออาหารกัน(ให้เราลุ้นเอ๋ถึงคิวเรายังหว้า)หรือ นำรูปภาพอาหารที่ให้บริการในร้านมาโชว์ให้ลูกค้าเห็น
สิ่งนี้ก็มีผลต่อการดึงดูดใจลูกค้าเช่นกัน

1 คุณสมบัติของผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร

ในเรื่องคุณสมบัติของผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร ขอเขียนแนวๆหลักการหน่อยนะครับ
1.ต้องมีหรือพยายามมีความรู้ด้านอาหาร
ในกรณีีที่มีปัญหาขาดพ่อครัว แม่ครัว
เจ้าของร้านอาหารควรมีความรู้ ในด้านการประกอบอาหาร
เพื่อเป็นการแก้ไขเฉพาะหน้า และสามารถทำงานได้ราบรื่น
นอกจากนี้ยังเป็นพื้นฐานที่ดีในการสร้างสรรค์รายการอาหารใหม่ๆได้อีกด้วย

0 ด้านการตลาด

การบริการ
1.ให้บริการดีและเป็นกันเองกับผู้มาใช้บริการ
2.สร้างแบรน์ให้ลูกค้าระลึกถึงและจดจำได้ง่าย
3.สร้างมาตรฐานการให้บริการ,อัตราค่าบริการ
4.สร้างบริการที่รวดเร็วแก่ผู้มาใช้บริการ
5.สร้างรูปแบบอาหารใหม่ๆ
6.สร้างรูปแบบบริการใหม่ๆ เช่น บริการส่งถึงที่(Delivery)

0 หลักบริหารร้านอาหาร9ข้อ



0 ข้อดี ข้อด้อย โอกาส อุปสรรค ของร้านอาหาร

ข้อดี
1. เป็นธุรกิจที่ไม่ซับซ้อน เน้นทางด้านความรู้ประสบการณ์
2. ใช้เงินลงทุนไม่สูงและให้ผลตอบแทนดี
3. แรงงานอื่นๆยกเว้นแม่ครัวหาได้ง่าย

ข้อด้อย
1. แม่ครัวฝีมือดีค่อนข้างหายาก 
2. ต้องใช้ทำเลที่ดี ซึ่งหายาก และค่าเช่าสูง

0 บริหารร้านอาหาร

ธุรกิจร้านอาหารเล็กๆบริหารงานง่ายกว่าธุรกิจร้านอาหารใหญ่หลายเท่า
คุณจะไม่เหนื่อยมาก ดูแลร้านได้ทั่วถึงสามารถเอาใจใส่ในรายละเอียดได้ครบถ้วน 
ซึ่งก็จะทำให้ร้านของคุณมีคุณภาพดี และสม่ำเสมอ คุณอาจจะพัฒนาร้านให้ดียิ่งขึ้นไปอีก
โดยไม่จำเป็นต้องทำให้ร้านใหญ่โตเลย

0 การจ่ายตลาด


ตอนผมเปิดร้านอาหารแรกๆผมไม่ได้ไปจ่ายตลาดเอง ผมให้ลูกน้องไปซื้อให้กะนั่งสบายๆเป็นเถ้าแก่ โทรไปสั่งของสดให้เค้าเอามาส่งให้ที่ร้านหน่อย    ตอนนั้นคิดว่าเค้าก็เอากำไรไม่มากนี่หว่าโลหนึ่ง5-10บาทเองอย่างมากก็200-300บาทคิดว่าเป็นค่าจ้างเราไม่ต้องเหนื่อย 
แต่ตอนเนี้ยผมลองมองย้อนกลับไปผมรู้เลยว่าผมพลาด วันหนึ่งผมลองไปเดินจ่ายตลาดด้วยตัวเอง ผมตกใจน่ะแต่ไม่มาก ถามราคาของเจอแต่ถูกลงๆ ไม่รู้ตลาดผมแปลกป่าวน่ะ ไม่รู้ที่อื่นเป็นรึป่าว หน้า